.webp)
‘สตรอว์เบอร์รีไข่มุกดำ’ ไวรัลทั่วจีน โลละ 600 หยวน แพงเพราะอะไร?
30
January
2026
29
January
2026

ช่วงนี้ “สตรอว์เบอร์รีราคา 300 หยวนต่อจิน” (หรือราว 600 หยวนต่อกิโลกรัม) กำลังเป็นประเด็นร้อนใบนโลกโซเชียลจีน โดยพบสตรอว์เบอร์รีสีเข้มที่ใช้ชื่อว่า “ไข่มุกดำ” วางขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ในราคา 85-300 กว่าหยวนต่อจิน บางร้านถึงขั้นขายเป็นลูก
เห็นสตรอว์เบอร์รีแดงกันจนชิน แล้วสตรอว์เบอร์รีสีแดงเข้มเกือบดำต่างจากเดิมอย่างไร?
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ตำบลซินเตี้ยน เมืองลั่วเหอ มณฑลเหอหนาน แหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รีที่มีประวัติยาวนานกว่า 30 ปี เพื่อหาคำตอบ

‘สตรอว์เบอร์รีไข่มุกดำ’ ดำแค่ไหน?
ทันทีที่เข้าโรงเรือนอัจฉริยะ ผู้สื่อข่าวสะดุดตากับ ‘สตรอว์เบอร์รีไข่มุกดำ’ สีไม่ดำสนิท แต่เป็น แดงเข้มจนเกือบดำเมื่อสุกจัด ผิวเงาราวเคลือบน้ำตาล ลูกใหญ่ หนักเฉลี่ย ราว 25 กรัมต่อลูก รูปทรงอวบแน่น รสชาติหวานกว่าสายพันธุ์ทั่วไป โดยเกษตรกรระบุว่าค่าความหวานเกิน 15 บริกซ์
3 ปัจจัยหลัก หนุนราคาสูง
1) ปลูกยาก ต้นทุนสูง
สตรอว์เบอร์รีดำต้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างแม่นยำ คลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน ±1°C โดยตั้งแต่ปี 2024 เกษตรกรในพื้นที่อัปเกรดโรงเรือนอัจฉริยะแล้ว 19 หลัง คุมสภาพแวดล้อมผ่านมือถือ พร้อมใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าสตรอว์เบอร์รีทั่วไปถึง 3 เท่า

2) ผลผลิตจำกัด
แม้พื้นที่ปลูกสตรอว์เบอร์รี่รวม 350 หมู่ (ราว 145 ไร่) แต่สตรอว์เบอร์รีดำมีเพียงกว่า 20 หมู่ (ราว 8.3 ไร่) หรือแค่ 90,000 ต้น แหล่งปลูกอื่นอย่างยูนนาน เหลียวหนิง ก็ยังอยู่ในช่วงทดลองปลูกขนาดเล็ก ทำให้ ยิ่งหายาก จึงยิ่งมีราคาแพง
3) คัดผลเข้ม เพื่อคุณภาพ
เกษตรกรจะตัดดอก-คัดผล ให้เหลือต้นละ 4-5 ลูก (ขณะที่พันธุ์ทั่วไปให้ผลกว่า 10 ลูกต่อต้น) เพื่อให้สารอาหารไปเลี้ยงเฉพาะผลที่เหลืออยู่ ทำให้ลูกสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์นี้มีขนาดผลใหญ่กว่า และรสชาติหวานเป็นพิเศษ

แล้วโภชนาการดีกว่าหรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สีเข้มของสตรอว์เบอร์รีดำมาจาก สารแอนโทไซยานินและฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบได้ในผักผลไม้ที่มีสีม่วงและดำ เช่น บลูเบอร์รี่ กะหล่ำปลีม่วง
ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยแซวว่า “อยากให้ราคาถูกลงเร็วๆ จะได้ลองซื้อมาชิมดูสักที”
อย่างไรก็ดี การบริโภคสตรอว์เบอร์รี่ไม่จำเป็นต้องตามกระแสราคาสูง ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์สีเข้มหรือสีแดง ต่างให้รสหวานและความสดชื่นของฤดูหนาวได้ไม่ต่างกัน

ที่มา: People’s Daily Online (1), (2)

