Highlight

‘เดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่’ เปิดมิติใหม่เดินทางข้ามอ่าวไทย..เชื่อม‘สัตหีบ-สงขลา’

12

January

2022

26

December

2021

        จะดีแค่ไหน? ถ้าการเดินทางจากภาคตะวันออกไปภาคใต้เชื่อมถึงกันแบบไร้รอยต่อ ด้วยเรือที่แล่นฉิวตัดข้ามอ่าวไทย สามารถขนส่งได้ทั้งคนและรถ สะดวกสบาย ถึงไวกว่าทางถนน...

        มิติใหม่ของการเดินทางรูปแบบนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว ด้วยบริการเรือเฟอร์รี่ ‘ดิ บลู ดอลฟิน’ (The Blue Dolphin) ของบริษัท เดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ จำกัด เรือขนส่งและโดยสารขนาดใหญ่ โรโร-พาสเซนเจอร์ (RORO-Passenger) หรือ โรแพ็กซ์ (ROPAX) ลำแรกของไทย ที่แล่นจาก‘สัตหีบ-สงขลา’ เริ่มออกเดินทางเที่ยวแรก เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา

เดินทางข้ามอ่าวไทยได้ทั้งคนและรถ จากสัตหีบถึงสงขลาแค่ 20 ชม.

        พงศ์เทพ เหลืองสุวรรณ ผู้บริหารเดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ เล่าว่า  การเดินทางด้วยเรือ ROPAX เป็นรูปแบบการขนส่งที่ใช้กันแพร่หลายมานานในต่างประเทศ ทั้งในแถบสแกนดิเนเวีย ยุโรป รวมถึงในจีนและญี่ปุ่น แต่ที่ผ่านมาในเมืองไทยยังไม่มีเรือแบบนี้ให้บริการมาก่อน ทั้งที่ภูมิประเทศบ้านเรามีลักษณะเป็นรูปขวาน

        หลังจากได้เดินทางไปดูโมเดลการขนส่งที่จีน และได้มีโอกาสทดลองนั่งเรือจากเมืองต้าเหลียนไปเมืองเยียนไถ ซึ่งย่นระยะเวลาเดินทางนับพันกิโลเมตรถึงกันเพียง 6 ชั่วโมง ทำให้มองเห็นโอกาสที่จะนำโมเดลการขนส่งแบบนี้มาเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงถนนเพชรเกษมสายเดียวที่เป็นเส้นทางลงสู่ภาคใต้

        การเปิดเส้นทางเรือเฟอร์รี่ ‘สัตหีบ-สงขลา’ ยังสอดรับกับนโยบายของภาครัฐในการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เข้ากับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) โดยท่าเรือต้นทางตั้งอยู่ที่ท่าเรือจุกเสม็ดหรือท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ซึ่งรัฐบาลและกองทัพเรือมีนโยบายผลักดันให้เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่ EEC เชื่อมโยงกับระบบการขนส่ง ทั้งทางถนน ทางราง รวมถึงท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินอู่ตะเภา รองรับทั้งการขนส่งและท่องเที่ยว โดยจากท่าเรือฯ สามารถเดินทางถึงสนามบินอู่ตะเภาภายใน 10 นาที และยังอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว อาทิ เกาะแสมสาร  เกาะขาม จุดจอดท่าเทียบเรือหลวงจักรีนฤเบศร อีกทั้งสามารถเดินทางต่อถึงพัทยา และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ภายในเวลา 40 นาที, 60 นาทีถึงท่าเรือแหลมฉบัง และ 3 ชั่วโมง 40 นาที ถึงชายแดนอรัญประเทศ

        “การเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่จากสัตหีบถึงสงขลา ใช้เวลา 20 ชั่วโมง ประหยัดเวลากว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ใช้เวลา 3 วัน  สามารถลดต้นทุนภาคขนส่งและลดการใช้พลังงานต่างๆได้ในองค์รวม ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุในเส้นทางลงสู่ภาคใต้ ลดปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 อีกทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณการซ่อมบำรุงถนนของภาครัฐในระยะยาว” ผู้บริหารเดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ เล่าถึงประโยชน์ของการเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทยสายใหม่ที่สามารถขนส่งได้ทั้งคนทั้งรถ เชื่อมภาคตะวันออกกับภาคใต้ โดยเมื่อถึงปลายทางท่าเรือในจังหวัดสงขลา สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังหาดใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าสงขลา หาดสมิหลา เดินทางข้ามไปเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันอย่างเกาะหลีเป๊ะ เดินทางต่อลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือย้อนกลับขึ้นไปเที่ยวนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยก็สามารถเดินทางต่อได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน

นำร่องเดินเรือไป-กลับสัปดาห์ละ 1 เที่ยว

        สำหรับเรือ ‘ดิ บลู ดอลฟิน’ เป็นเรือนำเข้ามาจากญี่ปุ่นซึ่งเดิมเคยให้บริการในเส้นทางระหว่างเมืองฮาโกดาเตะ เกาะฮอกไกโด กับจังหวัดอาโอโมริของญี่ปุ่น บรรยากาศต่างๆ ภายในเรือยังคงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ตัวเรือมีขนาด 7,003 ตันกรอส ความยาว 136  เมตร กว้าง 24 เมตร สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 580 คน และรองรับได้ทั้งรถสิบล้อ รถยนต์ส่วนบุคคล และมอเตอร์ไซค์ ทำความเร็วได้ประมาณ 18-20 น็อต

        ภายในเรือมีการแบ่งพื้นที่แต่ละชั้นแยกกันอย่างชัดเจน สามารถจอดรถได้ 3 ชั้น (พื้นที่ประมาณ 900 ตารางเมตร)  ส่วนโซนผู้โดยสารมี 2 ชั้น และชั้นดาดฟ้าอีก 1 ชั้น ภายในห้องโดยสารมีที่นั่งมาตรฐาน (Standard Seat) รองรับได้ 200 คน และที่นั่ง VIP Seat ปรับเอนนอนได้ จำนวน 40 ที่นั่ง

        สำหรับอัตราค่าโดยสาร ปัจจุบันยังเป็นราคาโปรโมชั่น แบ่งเป็น

  • ตั๋วผู้โดยสารเที่ยวเดียว 1,000 บาท /ไป-กลับ 1,900 บาท
  • รถยนต์ 4 ล้อ (พร้อมคนขับ + ผู้โดยสาร 1 คน) เที่ยวเดียว 5,000 บาท /ไป-กลับ 9,000 บาท
  • รถจักรยานยนต์ ( เครื่องยนต์เกินกว่า 500 ซีซี) เที่ยวเดียว 2,500 บาท /ไป-กลับ 4,500 บาท
  • รถจักรยานยนต์ ( เครื่องยนต์ไม่เกิน 500 ซีซี) เที่ยวเดียว 1,500 บาท / ไป-กลับ 2,500 บาท
  • เทรลเลอร์บรรทุก ความยาวไม่เกิน 5 เมตร เที่ยวเดียว 3,000 บาท / ไป-กลับ 5,400 บาท

        ส่วนใครที่อยากพักผ่อนแบบห้องพักก็สามารถจ่ายเพิ่มเติมได้ บนเรือมีห้องพักทั้งหมด 5 ประเภท อาทิ ห้องพรีเมียร์ พักได้ 2 คนมีห้องน้ำในตัว มีอ่างจากุชชี่ ราคา 6,000 บาท, ห้องแคปซูลขนาดกะทัดรัดเตียงละ 1 คน ราคา 700 บาท สำหรับใครที่เดินทางมาแบบครอบครัวพ่อแม่ลูกก็มีห้องพักแบบ Comfort พักได้ 4 คนไว้รองรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและบริการอาหารร้อนอิ่มอร่อยระหว่างอยู่บนเรือ มั่นใจได้ในความปลอดภัยทั้งมาตรฐานเรือ และมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยผู้โดยสารทุกคนจะต้องมีเอกสารฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มหรือผลตรวจโควิด

        ปัจจุบัน เรือ‘ดิ บลู ดอลฟิน’เริ่มนำร่องเปิดให้บริการเดินเรือไป-กลับ ‘สัตหีบ-สงขลา’ สัปดาห์ละ 1 เที่ยว ขาไปเรือออกจากท่าเรือที่สัตหีบทุกวันอังคาร เวลา 16.00 น. ถึงสงขลาวันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยง จากนั้นขากลับจะออกเดินทางจากท่าเรือที่สงขลาทุกวันพุธ เวลา 16.00 น. ถึงสัตหีบวันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยง ใช้ระยะเวลาเดินทาง 20 ชั่วโมง จอดพักขนถ่ายสินค้า 4 ชั่วโมง

        สำหรับกระแสตอบรับหลังจากเริ่มเปิดเดินเรือเที่ยวแรกตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้บริหารเดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ บอกว่า มีทั้งกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวและรถบรรทุกสินค้าที่สนใจเข้ามาใช้บริการทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับอย่างต่อเนื่อง  

        “ภาคขนส่งที่มาใช้บริการมีทั้ง 2 ทาง ส่วนใหญ่จากทางใต้ขึ้นไปตะวันออกจะเป็นการขนส่งสินค้าพวกวัตถุดิบ เช่น ไม้ และสินค้าส่งออกแบบตู้คอนเทนเนอร์เพื่อไปปลายทางท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง แต่ถ้าขนส่งจากตะวันออกลงไปใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประกอบเสร็จพร้อมจำหน่ายและสินค้าในธุรกิจค้าปลีก

        ส่วนกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ มีทั้งกลุ่มครอบครัว สายขับรถเที่ยว คนที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำ ขนเรือ ขนเจ็ทสกีลงเพื่อไปเที่ยวต่อภาคใต้ บางคนเป็นสายลุยๆ เคยมีผู้หญิงเดินทางคนเดียวขับรถขนอุปกรณ์แคมป์ปิ้งเพื่อขึ้นไปเที่ยวทางภาคอีสาน ซึ่งในภาคใต้มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่อยากไปเที่ยวทางอีสาน โดยจากปลายทางสัตหีบ สามารถเดินทางต่อไปภาคอีสานผ่านทางพนมสารคามได้เลย ไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ นอกจากนี้ อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือชาวมาเลเซียที่อยากไปเที่ยวพัทยา แต่ขับรถไม่ไหว ซึ่งแม้ตอนนี้จะยังไม่ได้เปิดพรมแดน แต่ก็มีเริ่มมีชาวมาเลเซียที่สนใจมาใช้บริการ

        สำหรับทิศทางในปีหน้า เดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ ตั้งเป้าจะเปิดให้บริการเดินเรือไป-กลับเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 2 เที่ยว ช่วงกลางสัปดาห์และปลายสัปดาห์เพื่อรองรับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะลงทุนเรือเฟอร์รี่เพิ่มอีก 1 ลำ หากมีปริมาณผู้โดยสารสูงถึง 60%

        “เรามองว่า ‘เดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่’ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะรวมเอา Business Unit ต่างๆในด้านการท่องเที่ยวมาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ที่เป็นโรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งความตั้งใจของเราอยากให้เรือลำนี้สามารถนำความเจริญเติบโตไปให้กับพื้นที่ท้องถิ่นที่ไปถึง...

        เสน่ห์ของการเดินทางด้วยเรือ คือการที่เราได้มีเวลาอยู่บนเรือลำพังกับตัวเราเองและคนที่เรารัก ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ผ่อนคลายจากชีวิตที่รีบเร่งมาอยู่ท่ามกลางท้องทะเลที่มองเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้แบบ 360 องศาบนเรือ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่อยากให้คนไทยได้ลองมาสัมผัสดูสักครั้งหนึ่ง จากสมัยก่อนที่ใครอยากสัมผัสการเดินทางแบบนี้ต้องไปไกลถึงต่างประเทศ” ผู้บริหาร เดอะ ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ บอกเช่นนั้น

        สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางเรือเฟอร์รี่ ‘สัตหีบ-สงขลา’ สามารถสอบถาม หรือ สำรองที่นั่งได้ผ่านทาง LINE Official: @theseahorseferry และ Facebook : The Seahorse Ferry

Tags: